📚 บทความวิชาการ — WoundCareFriend.com
ประเภทของแผล
Types of Wounds
เรียนรู้เรื่องแผลทุกประเภทอย่างครบวงจร ตั้งแต่แผลเฉียบพลันไปจนถึงแผลเรื้อรัง พร้อมแนวทางการดูแลเบื้องต้นที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง ทั้งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป
✍️ WoundCareFriend Team | 📅 เมษายน 2569 | ⏱ อ่าน ~12 นาที | 🔬 Evidence-based
บาดแผล (Wound) หมายถึง ภาวะที่เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุ หรืออวัยวะภายใน เกิดความเสียหาย ฉีกขาด หรือสูญเสียความสมบูรณ์ อาจเกิดจากแรงกระแทก ของมีคม ความร้อน สารเคมี รังสี การติดเชื้อ หรือแม้แต่แรงกดทับเป็นเวลานาน
การเข้าใจประเภทของแผลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแผลแต่ละชนิดต้องการวิธีดูแลที่แตกต่างกัน การดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ แผลเป็นขนาดใหญ่ หรือแผลกลายเป็นเรื้อรัง
|
💡 รู้หรือไม่? ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีพื้นที่ประมาณ 1.5-2 ตารางเมตร ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก เมื่อผิวหนังเสียหาย ร่างกายจะเปิดรับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทันที |
วิธีการจำแนกแผลเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด คือการแบ่งตามลักษณะของผิวหนัง ว่ามีการฉีกขาดหรือไม่
|
ลักษณะ |
🔴 แผลเปิด (Open Wound) |
🔵 แผลปิด (Closed Wound) |
|
ผิวหนัง |
ฉีกขาด เห็นเนื้อเยื่อภายใน |
ผิวหนังยังสมบูรณ์ |
|
เลือดออก |
มีเลือดออกภายนอก |
เลือดออกภายใน / ห้อเลือด |
|
ความเสี่ยงหลัก |
ติดเชื้อจากภายนอก |
เลือดออกภายใน อวัยวะเสียหาย |
|
ตัวอย่าง |
แผลถลอก แผลตัด แผลฉีกขาด แผลถูกแทง |
แผลฟกช้ำ กระดูกหัก บาดเจ็บภายใน |
|
การดูแล |
ห้ามเลือด ทำความสะอาด ปิดแผล |
ประคบเย็น พักผ่อน สังเกตอาการ |
นอกจากนี้ยังแบ่งตามระยะเวลาในการหายได้อีก คือ แผลเฉียบพลัน (Acute Wound) ที่หายภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์ และ แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) ที่ไม่หายตามปกติ มักค้างนานเกิน 4 สัปดาห์
แผลเฉียบพลันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และมักจะดำเนินผ่านกระบวนการหายของแผลตามปกติ หากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง
เกิดจากผิวหนังถูกเสียดสีกับพื้นผิวขรุขระ เช่น หกล้มบนถนน ถูกขีดข่วน ลักษณะเด่นคือมีการสูญเสียผิวหนังชั้นบน (Epidermis) เลือดออกเล็กน้อยแต่ปวดแสบมากเพราะปลายประสาทถูกเปิด
🩺 สำหรับบุคลากรการแพทย์: Partial-thickness skin loss จำกัดในชั้น Epidermis ถึง Superficial dermis Healing ผ่าน Re-epithelialization โดยตรง ไม่ทิ้งแผลเป็นหากดูแลถูกต้อง
💊 การดูแล: ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสารละลาย HOCl เพื่อขจัดสิ่งสกปรก ปิดแผลด้วยวัสดุปิดแผลที่รักษาความชุ่มชื้น
เกิดจากของมีคม เช่น มีด กรรไกร เศษแก้ว ลักษณะเด่นคือขอบแผลเรียบ ไม่มีรอยช้ำรอบแผล ความลึกขึ้นกับแรงและความคมของวัตถุ แผลที่ลึกอาจตัดเส้นเลือด เส้นประสาท หรือเส้นเอ็น
🩺 สำหรับบุคลากรการแพทย์: Clean-cut edges ไม่มี Tissue bridges ที่ฐานแผล เหมาะสำหรับ Primary closure ภายใน Golden period (6-8 ชม.) ประเมิน Neurovascular status ส่วนปลาย
💊 การดูแล: กดห้ามเลือด ล้างแผลให้สะอาด หากแผลลึก > 0.5 ซม. หรือเลือดไม่หยุดภายใน 10 นาที ควรไปพบแพทย์เพื่อเย็บแผล
เกิดจากแรงกระแทกหรือฉีกขาด ทำให้ขอบแผลไม่เรียบ (Irregular edges) มักมีเนื้อเยื่อช้ำและสูญเสียเนื้อเยื่อบางส่วน เช่น ถูกของแข็งกระแทก เครื่องจักรดึงฉีก
🩺 สำหรับบุคลากรการแพทย์: พบ Tissue bridges, Irregular wound margin, และ Bruising รอบแผล มีโอกาสปนเปื้อนสูง พิจารณา Tetanus prophylaxis และ Debridement ก่อน Closure
💊 การดูแล: ห้ามเลือด ล้างแผลอย่างทั่วถึง ไม่ควรเย็บเอง ควรไปพบแพทย์เสมอ
เกิดจากวัตถุปลายแหลมทิ่มแทงลงไป เช่น ตะปู เข็ม มีดปลายแหลม ลักษณะเด่นคือแผลลึกกว่ากว้าง ปากแผลอาจดูเล็ก แต่ข้างในอาจลึกมาก ยากต่อการประเมินความรุนแรงจากภายนอก
🩺 สำหรับบุคลากรการแพทย์: ความลึก > ความกว้าง ต้องประเมิน Internal organ injury, Vascular damage ระวัง Anaerobic infection โดยเฉพาะ Tetanus และ Clostridium spp.
💊 การดูแล: ⚠️ ห้ามดึงวัตถุที่ค้างในแผลออกเอง ไปพบแพทย์ทันที ควรได้รับวัคซีนบาดทะยัก
เกิดจากแรงดึงฉีก (Tearing force) ทำให้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อหลุดออกจากร่างกาย อาจเป็นบางส่วนหรือหลุดทั้งหมด พบได้ในอุบัติเหตุรุนแรง เช่น อุบัติเหตุจราจร เครื่องจักร สัตว์กัด
💊 การดูแล: ห้ามเลือดทันที ถ้ามีชิ้นเนื้อหลุดออก ให้ห่อด้วยผ้าชุบน้ำเกลือ ใส่ถุงพลาสติก วางบนน้ำแข็ง (ไม่วางบนน้ำแข็งโดยตรง) นำส่ง รพ. ทันที
เกิดจากแรงกระแทกทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังแตก โดยผิวหนังไม่ฉีกขาด เห็นเป็นรอยช้ำสีม่วง-เขียว-เหลือง ตามระยะเวลา มีอาการปวด บวมใต้ผิวหนัง
💊 การดูแล: ประคบเย็นภายใน 48 ชม.แรก (ครั้งละ 15-20 นาที) จากนั้นประคบอุ่น พักผ่อน ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูง หากช้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดมาก ควรพบแพทย์
แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) คือแผลที่ไม่หายตามกระบวนการปกติภายใน 4 สัปดาห์ มักจะ "ติดค้าง" อยู่ในระยะอักเสบ (Inflammatory phase) สาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือด ภาวะทุพโภชนาการ หรือ Biofilm ที่ปกคลุมแผล
|
⚠️ Biofilm — ตัวการที่แผลไม่ยอมหาย: Biofilm คือชุมชนแบคทีเรียที่สร้างเกราะเมือก (Extracellular matrix) ปกคลุม พบใน 60-80% ของแผลเรื้อรัง ทำให้ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเชื้อได้ จำเป็นต้องใช้สารที่มีฤทธิ์ทำลาย Biofilm โดยเฉพาะ เช่น HOCl |
|
ประเภท |
รายละเอียด |
|
🦶 แผลเบาหวาน (DFU) |
เกิดจากปลายประสาทเสื่อม (Neuropathy) ร่วมกับเลือดไปเลี้ยงปลายเท้าไม่ดี พบบ่อยที่ฝ่าเท้า เป็นสาเหตุหลักของการถูกตัดขา |
|
🦵 แผลหลอดเลือดดำ (Venous Ulcer) |
เกิดจากลิ้นหลอดเลือดดำทำงานบกพร่อง เลือดคั่ง พบบ่อยบริเวณข้อเท้าด้านใน ลักษณะแผลตื้น ขอบไม่เรียบ น้ำเหลืองซึม |
|
💨 แผลหลอดเลือดแดง (Arterial Ulcer) |
เกิดจากเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ พบบ่อยที่ปลายนิ้วเท้า ส้นเท้า ลักษณะแผลลึก ขอบเรียบคม ก้นแผลซีด ปวดมาก |
|
🛏️ แผลกดทับ (Pressure Injury) |
เกิดจากแรงกดทับต่อเนื่องนาน ทำลายเนื้อเยื่อ พบบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง บริเวณก้นกบ ส้นเท้า สะโพก |
|
🩺 สำหรับบุคลากรการแพทย์: การดูแลแผลเรื้อรังต้องอาศัย Holistic approach — แก้ไขปัจจัยเสี่ยงร่วมกับ Local wound management ตาม TIME framework: Tissue management, Infection control, Moisture balance, Edge advancement |
แผลไฟไหม้ (Burn) เป็นการบาดเจ็บจากความร้อน สารเคมี ไฟฟ้า หรือรังสี ความรุนแรงแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามความลึกของการทำลายเนื้อเยื่อ
|
ระดับ 1 — ผิวเผิน |
ระดับ 2 — ลึกปานกลาง |
ระดับ 3 — ลึกทั้งชั้น |
|
Superficial เฉพาะชั้น Epidermis แดง ปวดแสบ ไม่พอง เช่น แดดเผา หาย 3-7 วัน ไม่เป็นแผลเป็น |
Partial-thickness ลึกถึง Dermis มีตุ่มพอง (Blister) ปวดมาก เช่น น้ำร้อนลวก หาย 2-3 สัปดาห์ อาจมีแผลเป็น |
Full-thickness ทำลายถึง Subcutaneous ผิวขาว/ไหม้เกรียม ไม่ปวด (ปลายประสาทถูกทำลาย) ต้องปลูกถ่ายผิวหนัง |
|
🚨 การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ที่ถูกต้อง: ราดน้ำเย็นสะอาด (ไม่ใช่น้ำแข็ง) นานอย่างน้อย 20 นาที | ห้ามทายาสีฟัน น้ำปลา น้ำมัน | ห้ามเจาะตุ่มพอง |
แผลกดทับเกิดจากแรงกดต่อผิวหนังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก พบบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอัมพาต แบ่งเป็น 4 ระยะตามความรุนแรง
|
ระยะ |
รายละเอียด |
|
ระยะที่ 1 |
ผิวหนังแดง ไม่ซีดเมื่อกด (Non-blanchable) ผิวยังสมบูรณ์ อาจปวด อุ่น |
|
ระยะที่ 2 |
ผิวหนังสูญเสียบางส่วน (Partial-thickness) เห็นก้นแผลสีชมพู อาจมีตุ่มพอง |
|
ระยะที่ 3 |
สูญเสียเนื้อเยื่อทั้งชั้น (Full-thickness) อาจเห็นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ยังไม่เห็นกระดูก |
|
ระยะที่ 4 |
ลึกถึงกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น มีโพรง (Undermining/Tunneling) เสี่ยงติดเชื้อกระจาย |
|
✅ การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา: พลิกตัวทุก 2 ชม. | ใช้ที่นอนลดแรงกด | ดูแลผิวหนังให้สะอาดชุ่มชื้น | เสริมโปรตีนและวิตามินซี | ตรวจผิวหนังทุกวันโดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก |
เมื่อเกิดแผล ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมอัตโนมัติทันที ผ่าน 4 ระยะที่เรียงตามลำดับ
|
ระยะ |
ระยะเวลา |
สิ่งที่เกิดขึ้น |
|
🩸 ห้ามเลือด (Hemostasis) |
นาทีแรก ๆ |
เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม (Clot) เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกัน ปล่อย Growth factors เรียกเซลล์ซ่อมแซมมาทำงาน |
|
🔥 อักเสบ (Inflammation) |
วันที่ 1-6 |
Neutrophil และ Macrophage เข้ามาทำลายเชื้อโรค กำจัดเนื้อเยื่อตาย แผลจะบวม แดง ร้อน ปวด — เป็นเรื่องปกติ! HOCl ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองมีบทบาทสำคัญในระยะนี้ |
|
🌱 ซ่อมสร้าง (Proliferation) |
วันที่ 4-21 |
ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Granulation tissue) เส้นเลือดใหม่ (Angiogenesis) และ Collagen ผิวหนังใหม่เริ่มปกคลุม แผลหดตัวเล็กลง |
|
💪 ปรับแต่ง (Maturation) |
วันที่ 21 - >1 ปี |
Collagen จัดเรียงตัวใหม่ให้แข็งแรงขึ้น แผลเป็นค่อย ๆ จางลง ความแข็งแรงของผิวหนังกลับมาได้เพียง ~80% ของเดิม |
|
💡 ทำไมแผลบางอันหายช้า? เมื่อกระบวนการ "ติดค้าง" อยู่ในระยะอักเสบ (เช่น จาก Biofilm, เบาหวาน, ภาวะขาดโปรตีน) แผลจะไม่สามารถเข้าสู่ระยะซ่อมสร้างได้ จึงกลายเป็นแผลเรื้อรัง การแก้ไขต้องเริ่มจากการ "ปลดล็อก" ให้แผลหลุดออกจากวงจรอักเสบ |
|
ขั้นตอน |
ทำอะไร |
รายละเอียด |
|
1 |
ล้างมือให้สะอาด |
ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง |
|
2 |
ห้ามเลือด |
กดแผลด้วยผ้าสะอาด 10-15 นาที ยกส่วนที่เลือดออกให้สูง |
|
3 |
ล้างแผล |
ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสารละลาย HOCl กำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรค |
|
4 |
ปิดแผล |
ปิดด้วยวัสดุปิดแผลสะอาด รักษาความชุ่มชื้นช่วยการหาย |
|
⛔ สิ่งที่ไม่ควรทำ: ห้ามใช้แอลกอฮอล์หรือ Hydrogen Peroxide เทลงบนแผลโดยตรง (ทำลาย Fibroblast) | ห้ามแกะสะเก็ดแผล | ห้ามใช้ยาสีฟัน ขมิ้น หรือยาแผนโบราณทาแผล |
แผลส่วนใหญ่ดูแลเองได้ที่บ้าน แต่มีสัญญาณเตือนที่ไม่ควรเพิกเฉย ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
|
สัญญาณเตือน |
รายละเอียด |
|
🌡️ มีไข้สูง |
ไข้ > 38°C ร่วมกับปวดแผล อาจเป็นสัญญาณการติดเชื้อลุกลาม |
|
💛 มีหนอง / กลิ่นเหม็น |
ของเหลวสีเขียว-เหลืองข้น มีกลิ่น บ่งชี้ว่าแผลติดเชื้อ |
|
🔴 บวม แดง ลุกลาม |
ขอบแผลแดง ร้อน บวม หรือมีเส้นแดงแผ่ออกจากแผล (Lymphangitis) |
|
🩸 เลือดไม่หยุด |
กดแผลนาน 15 นาทีแล้วเลือดยังไม่หยุด หรือเลือดออกมาก |
|
📏 แผลลึกหรือกว้าง |
แผลลึก > 0.5 ซม. ขอบแผลแยก เห็นไขมัน/กล้ามเนื้อ ต้องเย็บ |
|
⏰ แผลไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ |
แผลที่ดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือขนาดใหญ่ขึ้น อาจกำลังเป็นแผลเรื้อรัง |
Hypochlorous Acid (HOCl) เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติโดยเม็ดเลือดขาว (Neutrophil) เพื่อทำลายเชื้อโรค ปัจจุบันผลิตเป็นสารละลายสำหรับใช้ภายนอกได้ด้วยกระบวนการ Electrolysis
สิ่งที่ทำให้ HOCl โดดเด่นจากสารทำความสะอาดแผลชนิดอื่น คือการที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อสูงมาก ขณะเดียวกันก็ปลอดภัยต่อเซลล์ Fibroblast และ Keratinocyte ต่างจาก Povidone-iodine หรือ Hydrogen peroxide ที่ทำลายเนื้อเยื่อใหม่
|
คุณสมบัติ |
HOCl ✅ |
NSS |
Povidone-Iodine |
H₂O₂ |
|
ฤทธิ์ต้านเชื้อ |
สูงมาก |
ไม่มี |
สูง |
ปานกลาง |
|
ต้าน Biofilm |
✅ ได้ผลดี |
❌ ไม่ได้ |
⚠️ บางส่วน |
⚠️ บางส่วน |
|
ปลอดภัยต่อ Fibroblast |
✅ ปลอดภัย |
✅ ปลอดภัย |
❌ เป็นพิษ |
❌ ทำลาย |
|
ลดการอักเสบ |
✅ ได้ |
❌ ไม่มี |
❌ อาจเพิ่ม |
❌ อาจเพิ่ม |
|
ใช้ในแผลเรื้อรัง |
✅ แนะนำ |
⚠️ ฤทธิ์น้อย |
⚠️ ระวัง |
❌ ไม่แนะนำ |
📚 อ้างอิง (References)
|
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หากมีปัญหาเรื่องแผล กรุณาปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญโดยตรง |