WoundCareFriend

เเผลเรื้อรัง(chronic wound)

 

บทความวิชาการ  |  Wound Care Education

แผลเรื้อรัง

ความเข้าใจ การดูแล และแนวทางการรักษา

เรียนรู้กลไกการเกิดแผลเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการดูแลรักษาตามหลักฐานเชิงประจักษ์

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป

 

 

เมษายน 2569  |  อ่าน 12 นาที

WoundCareFriend.com

 

 

1. แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) คืออะไร?

แผลเรื้อรัง หมายถึง บาดแผลที่ไม่สามารถหายได้ตามกระบวนการปกติภายในระยะเวลาที่คาดหวัง โดยทั่วไปคือแผลที่ไม่หายภายใน 4–8 สัปดาห์ แม้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แผลเหล่านี้มักติดอยู่ในวงจรของการอักเสบเรื้อรัง ไม่สามารถผ่านกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ตามปกติ

แผลเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับโลก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ และภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง การสูญเสียอวัยวะ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

 

แผลปกติ (Acute Wound)

แผลเรื้อรัง (Chronic Wound)

✓ หายภายใน 4–8 สัปดาห์

✗ ไม่หายเกิน 4–8 สัปดาห์

✓ ผ่านทุกระยะของการหายปกติ

✗ ติดอยู่ในระยะอักเสบเรื้อรัง

✓ การอักเสบลดลงตามลำดับ

✗ มี Biofilm ปกคลุม ขัดขวางการหาย

✓ เนื้อเยื่อใหม่เจริญขึ้นทดแทน

✗ เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ / ตัดอวัยวะ

 

2. สถานการณ์แผลเรื้อรัง: ระดับโลกและประเทศไทย

แผลเรื้อรังถูกเรียกว่า “โรคระบาดเงียบ” (Silent Epidemic) เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากแต่มักถูกมองข้าม ข้อมูลทางระบาดวิทยาล่าสุดชี้ให้เห็นถึงขนาดของปัญหาที่แท้จริง

10.5 ล้าน

ผู้ป่วยแผลเรื้อรังในสหรัฐฯ

$148.6B

ค่าใช้จ่ายดูแลแผลทั่วโลก (2022)

~6 ล้าน

ผู้ป่วย DM ในไทยเสี่ยงแผลเรื้อรัง

15–25%

ผู้ป่วย DM จะเกิดแผลที่เท้า

 

สถานการณ์ในประเทศไทย: ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ประมาณ 300,000 คนต่อปี และมีผู้ป่วยสะสมราว 5–6 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการเกิดแผลเรื้อรัง โดยเฉพาะแผลที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี มีโอกาสเกิดแผลสูง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การตัดอวัยวะได้

3. กระบวนการหายของแผล: ปกติ vs แผลเรื้อรัง

การทำความเข้าใจกระบวนการหายของแผลปกติ จะช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดแผลเรื้อรังจึง “ติดค้าง” ไม่สามารถผ่านไปยังระยะถัดไปได้

4 ระยะของการหายแผลปกติ

ระยะ

ชื่อ

ระยะเวลา

สิ่งที่เกิดขึ้น

Phase 1: Hemostasis

ระยะห้ามเลือด

นาที – ชั่วโมง

เกล็ดเลือดเกาะกลุ่ม สร้างลิ่มเลือด หลอดเลือดหดตัว หยุดเลือด

Phase 2: Inflammation

ระยะอักเสบ

1–5 วัน

เม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อโรค แผลบวม แดง ร้อน ปล่อย Growth Factors

Phase 3: Proliferation

ระยะสร้างเนื้อเยื่อ

5–21 วัน

สร้าง Granulation Tissue สร้างหลอดเลือดใหม่ คอลลาเจนถูกสังเคราะห์ ผิวหนังเริ่มปิดแผล

Phase 4: Remodeling

ระยะปรับโครงสร้าง

21 วัน – 2 ปี

จัดเรียงคอลลาเจนใหม่ เพิ่มความแข็งแรง แผลเป็นสุก คืนความแข็งแกร่ง ~80%

 

ทำไมแผลเรื้อรังจึง “ติดค้าง” ในระยะอักเสบ?

ในแผลเรื้อรัง กระบวนการอักเสบไม่สามารถยุติลงได้ตามปกติ เนื่องจากมี Biofilm (แผ่นฟิล์มชีวภาพ) ของแบคทีเรียปกคลุม ทำให้เกิดการอักเสบต่อเนื่อง เอนไซม์ MMP (Matrix Metalloproteinase) ถูกปล่อยออกมามากเกินไปจนทำลายเนื้อเยื่อดีที่กำลังสร้างใหม่ Growth Factors ถูกย่อยสลาย และสารอนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species) เพิ่มสูงจนทำลายเซลล์

4. ชนิดของแผลเรื้อรังที่พบบ่อย

แผลเรื้อรังมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีสาเหตุ ลักษณะ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ชนิดที่พบบ่อยที่สุดได้แก่:

ชนิด

ตำแหน่งที่พบ

สาเหตุหลัก

ลักษณะเด่น / ความเสี่ยง

แผลเบาหวาน (DFU)

ฝ่าเท้า นิ้วเท้า ข้อเท้า

เส้นประสาทเสื่อม + หลอดเลือดตีบ

พบ 15–25% ของผู้ป่วย DM ตลอดชีวิต เสี่ยงตัดเท้า/ขา

แผลกดทับ (Pressure Ulcer)

ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า

แรงกดทับต่อเนื่อง ขาดเลือด

พบในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ แบ่ง 4 ระยะ ป้องกันได้

แผลหลอดเลือดดำ (VLU)

ขาส่วนล่าง เหนือข้อเท้า

ลิ้นหลอดเลือดดำทำงานบกพร่อง

ตื้น มีน้ำเหลืองซึม กลับมาเป็นซ้ำบ่อย รักษาด้วย Compression

แผลไหม้ (Burn Wound)

ทุกส่วนของร่างกาย

ความร้อน สารเคมี ไฟฟ้า

3 ระดับความลึก ระดับ 3 มักกลายเป็นแผลเรื้อรัง

 

5. ปัจจัยที่ทำให้แผลหายช้า

แผลเรื้อรังเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยจากตัวผู้ป่วยเอง (Intrinsic) และปัจจัยจากภายนอก (Extrinsic) การระบุและแก้ไขปัจจัยเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญของการรักษา

ปัจจัยจากตัวผู้ป่วย (Intrinsic Factors)

  • โรคเบาหวาน — น้ำตาลสูงขัดขวางการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • โรคหลอดเลือด — เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ
  • อายุมาก — กระบวนการฟื้นตัวช้าลงตามวัย
  • ภาวะทุพโภชนาการ — ขาดโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุสำคัญ
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง — เสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น
  • โรคอ้วน — ขัดขวางการไหลเวียนเลือด

ปัจจัยจากภายนอก (Extrinsic Factors)

  • การสูบบุหรี่ — ลดออกซิเจนในเนื้อเยื่อ
  • การดูแลแผลไม่ถูกวิธี — ใช้น้ำยาไม่เหมาะสม
  • แรงกดทับซ้ำๆ — เฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยติดเตียง
  • ยาบางชนิด — เช่น สเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัด
  • การติดเชื้อ / Biofilm — ขัดขวางกระบวนการหายของแผล
  • ความชื้นเกิน/น้อยเกิน — สิ่งแวดล้อมแผลไม่เหมาะสม

6. หลักการประเมินแผล: TIME Framework

TIME Framework เป็นแนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประเมินและวางแผนการดูแลแผลเรื้อรังอย่างเป็นระบบ พัฒนาโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Wound Bed Preparation (WBP) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ:

 

องค์ประกอบ

ประเมิน

การจัดการ

T

Tissue (เนื้อเยื่อ)

เนื้อตาย (Necrotic), Slough สีเหลือง, Granulation สีแดง, Epithelial สีชมพู

Debridement: กำจัดเนื้อตายออกด้วยวิธีที่เหมาะสม

I

Infection/Inflammation (การติดเชื้อ/อักเสบ)

บวม แดง ร้อน ปวด หนอง กลิ่นเหม็น Biofilm ปกคลุม

จัดการการติดเชื้อ: ล้างแผลด้วยสาร Antiseptic ที่เหมาะสม

M

Moisture Imbalance (สมดุลความชื้น)

แห้งเกินไป ชื้นเกินไป ปริมาณ Exudate

ปรับสมดุลความชื้น: เลือก Dressing ให้เหมาะสม

E

Edge of Wound (ขอบแผล)

ขอบม้วน ขอบบ่อนทำลาย Epithelial advance ขนาดเปลี่ยนแปลง

ติดตามขนาดแผล: วัดทุก 1–2 สัปดาห์

 

7. แนวทางการดูแลแผลเรื้อรัง

การดูแลแผลเรื้อรังอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวม (Holistic Approach) โดยจัดการทั้งตัวแผลเอง โรคร่วม และปัจจัยแวดล้อมไปพร้อมกัน

7.1 การจัดการสาเหตุพื้นฐาน (Treat the Cause)

ก่อนจะดูแลแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องระบุและจัดการสาเหตุพื้นฐานก่อน เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงการไหลเวียนเลือด ลดแรงกดทับ หรือหยุดสูบบุหรี่

7.2 การเตรียมพื้นแผล (Wound Bed Preparation)

ใช้หลัก TIME Framework ในการเตรียมพื้นแผลให้พร้อมสำหรับการหาย ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

  • Debridement (การกำจัดเนื้อตาย): ตัดเนื้อตายออกเพื่อให้เนื้อเยื่อดีได้รับออกซิเจนและสารอาหาร สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งวิธีผ่าตัด เอนไซม์ หรือ Autolytic debridement
  • การล้างแผล (Wound Cleansing): ล้างแผลอย่างเหมาะสมด้วยน้ำเกลือปกติ (NSS) หรือสารล้างแผลที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแต่ไม่ทำลายเซลล์ เช่น สาร HOCl (Hypochlorous Acid) ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยทำลาย Biofilm ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การควบคุมความชื้น (Moisture Management): รักษาสมดุลความชื้นโดยเลือกใช้วัสดุปิดแผลที่เหมาะสม เช่น Foam dressing สำหรับแผลที่มี exudate มาก หรือ Hydrogel สำหรับแผลแห้ง
  • การจัดการ Biofilm: Biofilm พบได้ในแผลเรื้อรังมากกว่า 60–80% การจัดการต้องอาศัยทั้ง Debridement ร่วมกับสาร Antiseptic ที่มีคุณสมบัติต้าน Biofilm

7.3 การเลือกวัสดุปิดแผล (Wound Dressing Selection)

ไม่มีวัสดุปิดแผลชนิดเดียวที่ “ดีที่สุดสำหรับทุกแผล” การเลือกต้องพิจารณาตามสภาพแผลในแต่ละระยะ:

ชนิดวัสดุปิดแผล

เหมาะกับ

คุณสมบัติเด่น

Hydrogel

แผลแห้ง มีเนื้อตาย

เพิ่มความชื้น ช่วย Autolytic debridement

Foam Dressing

แผลมี Exudate ปานกลาง–มาก

ดูดซับดี เป็นฉนวนกันความร้อน

Alginate

แผลลึก มี Exudate มาก

ดูดซับได้มาก ช่วยห้ามเลือด

Hydrocolloid

แผลตื้น Exudate น้อย–ปานกลาง

ปิดกันน้ำได้ ส่งเสริมความชื้น

Silver Dressing

แผลติดเชื้อ/เสี่ยงติดเชื้อ

มีฤทธิ์ต้านเชื้อ ระวังใช้ระยะยาว

HOCl Solution

ล้างแผลทุกชนิด ต้าน Biofilm

ไม่ทำลายเซลล์ ลดการอักเสบ ปลอดภัย

 

8. เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดูแลแผล

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการดูแลแผลเรื้อรังอย่างมาก ทั้งในด้านการวินิจฉัย การติดตามผล และการรักษา

นวัตกรรม

รายละเอียด

AI ประเมินแผล

ใช้ภาพถ่ายวิเคราะห์ขนาด ชนิดเนื้อเยื่อ และทำนายผลลัพธ์การรักษา ลดความคลาดเคลื่อนจากการประเมินด้วยตาเปล่า

Telemedicine / Home Ward

ติดตามแผลทางไกลผ่าน LINE OA หรือแอปพลิเคชัน ลดการเดินทาง ช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการดูแลได้

HOCl Technology

Hypochlorous Acid สารล้างแผลยุคใหม่ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ทำลาย Biofilm ลดอักเสบ แต่ไม่ทำลายเซลล์ดี (Non-cytotoxic)

Smart Dressings

วัสดุปิดแผลอัจฉริยะพร้อมเซ็นเซอร์วัดความชื้น pH อุณหภูมิแบบ Real-time ช่วยปรับการดูแลแผลแบบ Personalized

NPWT

Negative Pressure Wound Therapy ใช้แรงดูดสุญญากาศช่วยกำจัดของเหลว กระตุ้นเนื้อเยื่อใหม่และลดขนาดแผล

Bioengineered Skin

ผลิตภัณฑ์ทดแทนผิวหนังชีวภาพ ช่วยเร่งการปิดแผลที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม

 

9. สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แผลบางสถานการณ์ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอหรือรักษาด้วยตนเอง:

  • มีไข้สูง ร่วมกับแผลบวม แดง ร้อนมากขึ้น — อาจบ่งบอกการติดเชื้อแบบ Systemic
  • แผลมีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีน้ำหนองสีเขียว/เทา — สัญญาณการติดเชื้อรุนแรง
  • ผิวหนังรอบแผลเปลี่ยนสีดำ — อาจมีเนื้อตาย (Gangrene) ต้องรักษาเร่งด่วน
  • แผลขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ดูแลอย่างดี — ต้องหาสาเหตุเพิ่มเติม
  • มีเส้นแดงลามจากแผล (Red streaking) — สัญญาณ Lymphangitis / Cellulitis
  • รู้สึกชา หรือเท้าเย็นลงผิดปกติ — อาจมีหลอดเลือดอุดตัน
  • แผลไม่ดีขึ้นเลย หลังดูแลเองเกิน 2 สัปดาห์ — ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

10. การดูแลแผลที่บ้าน: คำแนะนำเบื้องต้น

สำหรับแผลเรื้อรังที่ได้รับการดูแลจากทีมแพทย์แล้ว การดูแลต่อเนื่องที่บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์การรักษา

5 ขั้นตอนดูแลแผลเรื้อรังที่บ้าน

  1. ล้างมือให้สะอาด — ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างน้อย 20 วินาที ก่อนและหลังสัมผัสแผล สวมถุงมือสะอาดทุกครั้ง
  2. ล้างแผลอย่างนุ่มนวล — ใช้ NSS หรือสารล้างแผลที่แพทย์สั่ง ล้างเบาๆ จากกลางแผลออกมาขอบ ห้ามใช้แอลกอฮอล์หรือ Betadine เข้มข้น
  3. ปิดแผลให้ถูกวิธี — ใช้วัสดุปิดแผลตามที่แพทย์แนะนำ รักษาความชื้นที่เหมาะสม (Moist) ไม่รัดแน่นเกินไป เปลี่ยนตามกำหนด
  4. สังเกตอาการ — ถ่ายรูปแผลทุกครั้งที่เปลี่ยนวัสดุปิดแผล ในมุมเดิม ระยะห่างเดิม พร้อมไม้บรรทัดวัดขนาด บันทึกขนาด สี กลิ่น ของเหลว
  5. ดูแลสุขภาพรวม — กินอาหารโปรตีนสูง ควบคุมน้ำตาล งดบุหรี่ พบแพทย์ตามนัด

 

เคล็ดลับสำคัญสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

  • ถ่ายรูปแผลทุกครั้งที่ทำแผล ในมุมเดิม ระยะห่างเดิม พร้อมไม้บรรทัดวัดขนาด เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน
  • หมั่นตรวจเท้าทุกวัน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ตรวจหาแผลถลอก แผลพุพอง หรือการเปลี่ยนสีของผิวหนัง
  • โภชนาการเป็นยา แผลต้องการโปรตีน วิตามินซี สังกะสี และธาตุเหล็กในการซ่อมแซม ควรกินอาหารให้เพียงพอและหลากหลาย
  • อย่าลืมสุขภาพจิต แผลเรื้อรังส่งผลต่อจิตใจของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล หากรู้สึกเหนื่อยล้าหรือท้อแท้ ควรพูดคุยกับทีมแพทย์

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Sen CK. Human Wound and Its Burden: Updated 2025 Compendium of Estimates. Adv Wound Care. 2025;14(9):429-438.
  2. Fakher S, Westenberg D. A Comprehensive Overview of Chronic Wound Infections and Current Treatment Methods. Wound Repair Regen. 2025;33(6):e70115.
  3. Schultz GS, et al. Wound bed preparation: a systematic approach to wound management. Wound Repair Regen. 2003.
  4. Wang C, et al. Wound management materials and technologies from bench to bedside and beyond. Nat Rev Mater. 2024;9(8):550-566.
  5. Dabas M, et al. Application of artificial intelligence methodologies to chronic wound care: A scoping review. Adv Wound Care. 2023;12(4):205-240.
  6. Future Market Insights. Chronic Wound Care Market Size & Trends 2025 to 2035.

 

 

WoundCareFriend.com

เพื่อนดูแลแผล — ความรู้ที่ถูกต้อง เข้าถึงง่าย ส่งตรงถึงคุณ

© 2569 WoundCareFriend.com | NCD Plus Solution Co., Ltd.

ดาวโหลดไฟล์
ดาวโหลดไฟล์
ดาวโหลดไฟล์