WoundCareFriend

เเผลเบาหวานที่เท้า(DFU-diabetic foot ulcer)

WOUNDCAREFRIEND.COM

แผลเบาหวาน:

คู่มือการดูแลและป้องกันอย่างครบวงจร

ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป

WoundCareFriend.com | เมษายน 2569

 

1. แผลเบาหวานคืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว

แผลเบาหวาน (Diabetic Wound / Diabetic Foot Ulcer - DFU) คือแผลที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี โดยเฉพาะบริเวณเท้าและขาส่วนล่าง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุหลักมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง ทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Neuropathy) ทำให้สูญเสียความรู้สึกที่เท้า ร่วมกับหลอดเลือดตีบ (Peripheral Artery Disease) ทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอ เมื่อเกิดแผลจึงหายช้ากว่าคนปกติอย่างมาก

สิ่งที่ต้องรู้

แผลเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตัดขาที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ (Non-traumatic Amputation) และมีอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีสูงถึง 42%

 

2. สถานการณ์แผลเบาหวานในไทยและทั่วโลก

537 ล้าน

ผู้ป่วย DM ทั่วโลก (IDF 2021)

19-34%

ผู้ป่วย DM ที่จะเกิด แผลตลอดชีวิต

25%

โอกาสเกิดแผลเท้า ในผู้ป่วย DM ไทย

42%

อัตราเสียชีวิตใน 5 ปีหลังเกิดแผล

 

ข้อมูลจาก International Diabetes Federation (IDF) ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 มีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกกว่า 537 ล้านคน โดยประมาณ 9.1-26.1 ล้านคนจะเกิดแผลเบาหวานที่เท้าในแต่ละปี สำหรับประเทศไทย ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลที่เท้าสูงถึงร้อยละ 25

3. กลไกการเกิดแผล: เข้าใจต้นเหตุ

กลไกการเกิดแผลเบาหวานเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Peripheral Neuropathy, Peripheral Artery Disease และภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมีน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเป็นต้นเหตุร่วม

3.1 Peripheral Neuropathy (เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม)

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย แบ่งเป็น 3 ชนิด:

S

Sensory Neuropathy (ประสาทรับความรู้สึก)

สูญเสียความสามารถในการรับรู้ความเจ็บปวด ร้อน-เย็น ทำให้ไม่รู้ว่ามีแผลหรือการบาดเจ็บที่เท้า

 

M

Motor Neuropathy (ประสาทสั่งการ)

กล้ามเนื้อเท้าอ่อนแรง/ลีบ ทำให้รูปเท้าผิดรูป เกิดจุดรับน้ำหนักผิดตำแหน่ง สร้างแรงกดซ้ำๆ

 

A

Autonomic Neuropathy (ประสาทอัตโนมัติ)

ผิวหนังแห้ง แตก เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

 

3.2 Peripheral Artery Disease (หลอดเลือดส่วนปลายตีบ)

หลอดเลือดแดงที่เท้าตีบจากภาวะ Atherosclerosis ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ ออกซิเจนและสารอาหารไปถึงแผลน้อย ทำให้แผลหายช้า เสี่ยงต่อเนื้อเยื่อตาย (Gangrene)

3.3 ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ระดับน้ำตาลสูงลดประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว (WBC) ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้แผลติดเชื้อง่ายและรุนแรง มีโอกาสเกิด Biofilm ซึ่งเป็นชั้นเกราะป้องกันของเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

4. ประเภทของแผลเบาหวาน

ประเภทแผล

ลักษณะเด่น

สาเหตุหลัก

ตำแหน่งที่พบบ่อย

Neuropathic Ulcer (แผลจากเส้นประสาทเสื่อม)

ไม่เจ็บ ขอบแผลหนา (Callus) แผลค่อนข้างลึก เท้าอุ่น ชีพจรเท้าคลำได้

Peripheral Neuropathy

ฝ่าเท้า, หัวนิ้วเท้า (Metatarsal heads)

Ischemic Ulcer (แผลจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ)

เจ็บปวด ขอบแผลเรียบ ผิวหนังรอบแผลซีด/คล้ำ เท้าเย็น ชีพจรเท้าคลำไม่ได้

Peripheral Artery Disease

ปลายนิ้วเท้า, ข้อเท้า, ส้นเท้า

Neuro-ischemic Ulcer (แผลผสม)

อาจเจ็บหรือไม่เจ็บ ชีพจรเท้าอ่อนหรือคลำไม่ได้ พบบ่อยที่สุด

Neuropathy + PAD

ขอบเท้า, นิ้วเท้า

5. การประเมินแผล: Wagner Classification & IWGDF

ระบบ Wagner Classification แบ่งความรุนแรงของแผลเบาหวานเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Grade 0 (ไม่มีแผล แต่มีความเสี่ยง) ไปจนถึง Grade 5 (เนื้อตายทั้งเท้า ต้องตัดขา) ดังตารางต่อไปนี้:

Grade

ลักษณะ

การจัดการ

Grade 0

ไม่มีแผล ผิวหนังปกติ อาจมี callus หรือเท้าผิดรูป

ป้องกัน: ให้ความรู้ ตรวจเท้าประจำ

Grade 1

แผลตื้น (Superficial) ไม่ลึกถึงเอ็นหรือกระดูก

ทำความสะอาดแผล Offloading

Grade 2

แผลลึกถึงเอ็น กระดูก หรือข้อต่อ ยังไม่มี abscess

เร่งรักษา พิจารณา ATB

Grade 3

แผลลึก + ฝี/Abscess, Osteomyelitis, ติดเชื้อรุนแรง

Surgical debridement + IV ATB

Grade 4

Gangrene บางส่วน (นิ้วเท้าหรือหน้าเท้า)

ตัดบางส่วน + ประเมิน vascular

Grade 5

Gangrene ทั้งเท้า

ตัดขา (Amputation)

 

หมายเหตุสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

ปัจจุบัน IWGDF 2023 แนะนำใช้ระบบ SINBAD หรือ IWGDF/IDSA classification ร่วมกับ Wagner เพื่อประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อและพยากรณ์โรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยพิจารณา Site, Ischemia, Neuropathy, Bacterial infection, Area, และ Depth ของแผล

 

 

6. หลักการรักษาแผลเบาหวานแบบองค์รวม

การรักษาแผลเบาหวานให้ได้ผลดีต้องอาศัยการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach) โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ครอบคลุม 5 เสาหลัก:

1

ควบคุมน้ำตาลในเลือด

เป้าหมาย HbA1c <7%, FBS 80-130 mg/dL ควบคุมน้ำตาลให้ดีช่วยเร่งการหายของแผลอย่างมีนัยสำคัญ

 

2

ทำความสะอาดแผล (Wound Cleansing & Debridement)

ล้างแผลด้วย HOCl solution, ตัดเนื้อตาย (Debridement) เพื่อเปิดทางให้เนื้อเยื่อใหม่เจริญเติบโต

 

3

ควบคุมการติดเชื้อ

ประเมินตาม IWGDF/IDSA Classification ใช้ยาปฏิชีวนะตามความจำเป็น

 

4

ลดแรงกดที่แผล (Offloading)

ใช้ Total Contact Cast (TCC), Walker boot หรือรองเท้าเฉพาะทาง

 

5

ประเมินหลอดเลือด

ตรวจ ABI/TBI พิจารณา Revascularization ถ้าจำเป็น

 

สำคัญ: Moist Wound Healing

การรักษาสภาพแวดล้อมให้แผลชุ่มชื้นพอเหมาะ (Moist wound environment) ช่วยเพิ่มการเคลื่อนตัวของเซลล์ ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ดีกว่าการปล่อยให้แผลแห้ง

7. การเลือกใช้ Wound Dressing ที่เหมาะสม

การเลือก dressing ต้องพิจารณาจากลักษณะแผล ปริมาณสารคัดหลั่ง ระยะของแผล และสภาพของผู้ป่วย

ชนิด Dressing

ข้อบ่งชี้

ข้อดี

Foam Dressing

แผลมี exudate ปานกลาง-มาก

ดูดซับดี นุ่มสบาย ลดแรงกด

Alginate Dressing

แผลมี exudate มาก แผลลึก

ดูดซับได้มาก ช่วย hemostasis

Hydrogel

แผลแห้ง เนื้อตายแห้ง (Eschar)

เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วย autolytic debridement

Silver Dressing

แผลติดเชื้อ/มีความเสี่ยงติดเชื้อ

ฆ่าเชื้อ แต่อาจเป็นพิษต่อเซลล์ปกติ

HOCl Solution

ล้างแผลทุกชนิด สลาย Biofilm

ปลอดภัย ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ราคาคุ้ม

8. บทบาทของ HOCl ในการดูแลแผลเบาหวาน

กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous Acid - HOCl) เป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติโดยเม็ดเลือดขาว (Neutrophils) เพื่อทำลายเชื้อโรค ในปัจจุบันสามารถผลิตได้จากกระบวนการ Electrochemical Activation (ECA) ในความเข้มข้นที่เหมาะสมกับการใช้ทางการแพทย์

คุณสมบัติเด่นของ HOCl

1

ฆ่าเชื้อครอบคลุมกว้าง (Broad-spectrum Antimicrobial)

ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา รวมถึงเชื้อดื้อยาอย่าง MRSA และ VRE ภายในเวลาสั้น

 

2

สลาย Biofilm

ทะลุและทำลายชั้น Biofilm ที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลเรื้อรังไม่หาย

 

3

ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ (Non-cytotoxic)

ต่างจาก Povidone-iodine หรือ Chlorhexidine ที่อาจทำลายเซลล์สร้างเนื้อเยื่อใหม่ HOCl ปลอดภัยต่อ Fibroblast และ Keratinocyte

 

4

ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory)

ยับยั้งวิถี NF-κB/IKK และ MAPK ลดการหลั่งสารอักเสบ ช่วยให้แผลผ่านเข้าสู่ระยะ Proliferation ได้เร็วขึ้น

 

วิธีใช้ HOCl ในการดูแลแผลเบาหวาน

การล้างแผล: ใช้ HOCl solution ล้างแผลทุกครั้งที่ทำแผล โดยราดหรือพ่นให้ทั่วบริเวณแผลและขอบแผล ทิ้งไว้ 2-3 นาที จากนั้นซับเบาๆ ด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อ  Wet Dressing: ชุบผ้าก๊อซด้วย HOCl solution วางบนแผล ปิดทับด้วย secondary dressing เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อต่อเนื่อง

9. สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที

สัญญาณอันตราย (Red Flags)

หากมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด:  1. แผลมีหนอง กลิ่นเหม็น - อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรง 2. ผิวหนังรอบแผลแดง ร้อน บวม ลุกลาม - สัญญาณของ Cellulitis 3. มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียมาก - อาจเป็นสัญญาณของ Sepsis 4. เท้าหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนสีเป็นดำ/คล้ำ - บ่งบอกถึง Gangrene 5. แผลไม่ดีขึ้นหลังรักษา 4-6 สัปดาห์ - ควรส่งต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ

 

 

10. การป้องกันแผลเบาหวาน: 10 วิธีดูแลเท้า

1

ตรวจเท้าทุกวัน

ดูรอยแดง แผลพุพอง ผิวแตก ใช้กระจกส่องดูฝ่าเท้า

 

2

ล้างเท้าทุกวัน

ด้วยน้ำอุ่นพอประมาณ เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้ว

 

3

ทาครีมบำรุงผิว

ป้องกันผิวแห้งแตก หลีกเลี่ยงการทาบริเวณซอกนิ้วเท้า

 

4

สวมรองเท้าเสมอ

ทั้งในและนอกบ้าน เลือกรองเท้าพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป

 

5

ตัดเล็บให้ถูกวิธี

ตัดตรง ไม่ตัดลึก ตะไบขอบมุมเล็บ

 

6

สวมถุงเท้าผ้าฝ้าย

ไม่รัดแน่น ไม่มีตะเข็บหนาที่อาจเสียดสี

 

7

ควบคุมน้ำตาลให้ดี

เป้าหมาย HbA1c <7% ปรับอาหาร ออกกำลังกาย

 

8

หยุดสูบบุหรี่

บุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบ แผลหายช้าลงมาก

 

9

ห้ามแกะตาปลา/ตัดหนังด้าน

อย่าตัด callus ด้วยตนเอง ให้แพทย์หรือพยาบาลดูแล

 

10

พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

ตรวจเท้าโดยแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตาม IWGDF Risk Stratification

 

ตารางการตรวจเท้าตาม IWGDF Risk Stratification

ระดับความเสี่ยง

ลักษณะ

ความถี่การตรวจ

Risk 0 (ต่ำมาก)

ไม่มี neuropathy, ไม่มี PAD

ปีละ 1 ครั้ง

Risk 1 (ต่ำ)

มี neuropathy หรือ PAD

ทุก 6-12 เดือน

Risk 2 (ปานกลาง)

Neuropathy + PAD หรือเท้าผิดรูป

ทุก 3-6 เดือน

Risk 3 (สูง)

เคยมีแผล/ตัดนิ้วเท้า/Charcot

ทุก 1-3 เดือน

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. International Working Group on the Diabetic Foot (IWGDF). Practical Guidelines on the Prevention and Management of Diabetes-Related Foot Disease. 2023.
  2. Senneville É, et al. IWGDF/IDSA Guidelines on the Diagnosis and Treatment of Diabetes-Related Foot Infections. 2023.
  3. Lavery LA, et al. WHS Guidelines Update: Diabetic Foot Ulcer Treatment Guidelines. Wound Repair Regen. 2024.
  4. Everett E, Mathioudakis N. Update on Management of Diabetic Foot Ulcers. Ann N Y Acad Sci. 2018;1411(1):153-165.
  5. Armstrong DG, Boulton AJM, Bus SA. Diabetic Foot Ulcers and Their Recurrence. N Engl J Med. 2017;376:2367-75.
  6. International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas, 10th Edition. 2021.
  7. Sriussadaporn S, et al. Factors Associated with Diabetic Foot Ulceration in Thailand. Diabet Med. 1997;14(1):50-6.
  8. RNAO. Diabetic Foot Ulcers: Prevention, Assessment and Management. Best Practice Guideline, 3rd Ed. October 2024.
  9. Aditya S, et al. A Comprehensive Review on Diabetic Foot Ulcer. Front Pharmacol. 2025.

 

WoundCareFriend.com — เพื่อนดูแลแผล เพื่อนที่เข้าใจ

© 2569 (2026) WoundCareFriend.com

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทดแทนการรักษาโดยแพทย์